Thai    English
Webboard       Bcnrmail   

 


"เข็ม" คม แหลม เฉียบชัด
"เหลือง" จำรัสเรืองปัญญา
- มาร์ชวิทยาลัยฯ
- จำใจจำลา
- ปฐมบรมกษัตริย์ราชจักรีวงศ์
- สามัคคีคือธรรมประจำใจ
- ตะลุงสังสรรค์
- รำวงชีวิตที่ผูกพัน
- บรรเลงตะลุงสังสรรค์
- บรรเลงมาร์ชวิทยาลัยฯ
- น้ำใจพยาบาล
- เข็มเหลืองเรืองรอง
- นักศึกษาพยาบาล บรมราชชนี
- แก่นจันทน์-แก่นใจ
- ราชบุรีศรีประเทศ
- กีฬา ฟ้าขาว
- บรรเลงเข็มเหลืองเรืองรอง

 
ชื่องานวิจัย  :  ผลการสอนโดยใช้แฟ้มสะสมงาน ต่อทักษะการเรียนแบบการนำตนเองของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ในการศึกษาภาคปฏิบัติภายใต้การนิเทศของพยาบาลพี่เลี้ยง
ชื่อผู้วิจัย        มณฑาทิพย์   ไชยศักด ิ์
           ชุติมา  มาลัย
           กนิพันธุ์    ปานณรงค์
ปีที่ทำวิจัย     :  2544
บทคัดย่อ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

การเรียนการสอนทางการพยาบาล เป็นการเตรียมพยาบาลให้มีความรู้ ความสามารถ ทั้งในด้านวิชาการและความสามารถในการปฏิบัติพยาบาลอันเป็นลักษณะเฉพาะของวิชาชีพ การจัดการเรียนการสอนประกอบด้วยการศึกษาภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่มีความสัมพันธ์และสอดคล้องกัน ผู้สอนจะต้องคำนึงถึงจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอนและจัดให้ผู้เรียนมีประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง โดยมีจุดมุ่งหมายให้ผู้ป่วยมีสุขภาพดีและได้รับการพยาบาลที่มีคุณภาพ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้เน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ ดังในหมวดที่ ๑ มาตรา ๗ ที่กล่าวว่า ในกระบวนการเรียนรู้ควรมุ่งปลูกฝังการรู้จักพึ่งตนเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง ในหมวด ๓ มาตรา ๑๕ ที่กล่าวว่าระบบการศึกษาเป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อม และโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อหรือแหล่งความรู้อื่น ๆ ในหมวด ๔ มาตรา ๒๒ ที่กล่าวว่า แนวการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ความสามารถตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ และมาตรา ๒๔ ที่กล่าวว่า ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ ประกอบกับข้อเสนอการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพบัณฑิตพยาบาลศาสตร์ให้มีความสามารถในการปฏิบัติวิชาชีพการพยาบาล มีประเด็นที่สำคัญดังนี้(คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล . 2536 )
1. จัดการเรียนการสอน เน้นพัฒนานักศึกษาคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยการกำหนดจุด ประสงค์การเรียนให้ชัดเจน เรียนรู้จากประสบการณ์จริงและส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้ด้วยตนเอง
2. จัดการเรียนการสอนเน้นการสร้างบรรยากาศให้นักศึกษา มีความรักในการปฏิบัติการ พยาบาล
3. สอนให้นักศึกษารู้เหตุผลและคุณค่าของการกระทำในบทบาทวิชาชีพ
4. สร้างบรรยากาศให้นักศึกษามีกำลังใจ ให้การเสริมแรงนักศึกษาตลอดหลักสูตร หาวิธี การที่ทำให้อาจารย์และนักศึกษามีความผูกพันซึ่งกันและกัน
5. มีการสะท้อนความรู้สึกให้อาจารย์รับรู้ความรู้สึกของนักศึกษาและให้นักศึกษารู้ปัญหา และความต้องการของตนเอง
6. ให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน
จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และข้อเสนอการพัฒนาการจัดการเรียน การสอนดังกล่าว จึงควรมีการพัฒนาระบบการเรียนการสอนทางการพยาบาล โดยใช้แฟ้มสะสมงานและการเรียนการสอนแบบการนำตนเอง เนื่องจากการเรียนการสอนโดยใช้แฟ้มสะสมงานเป็นการจัดการเรียนการสอนที่แสดงถึงกระบวนการเรียนรู้ ความสามารถในการบูรณาการความรู้ในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ สะท้อนภาพการเรียนการสอนที่แท้จริง มีการประเมินที่เป็นพลวัต (Barton and Collins . 1993 : 28) ผู้เรียนจะมีโอกาสประเมินความก้าวหน้าของการเรียนของตนเองอยู่ตลอดเวลาส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการคิดไตร่ตรอง (Reflective Thinking) และรับรู้สมรรถนะของตนเองทั้งในกระบวนการเรียนรู้และการปฏิบัติวิชาชีพการพยาบาล ในขณะที่ผู้สอนจะได้มุมมองใหม่ ๆ ในความสำเร็จของผู้เรียนและความสำเร็จในการสอนของตน (Wolf , 1989 อ้างถึงใน ธนพร แย้มสุดา . 2542 : 5) ส่วนการเรียนแบบการนำตนเองเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนแต่ละคนมีส่วนร่วมและรับผิดชอบ มีความคิดริเริ่มในการเรียนรู้ มีความตั้งใจที่จะเรียนรู้ สามารถวางแผนการเรียนและกำหนดเป้าหมายในการเรียน แสวงหาแหล่งวิทยากรทั้งที่เป็นบุคคล ตำรา และอุปกรณ์ในเรื่องที่ตนต้องการเรียนรู้ เลือกวิธีการเรียนในบรรยากาศที่เป็นอิสระ โดยจะดำเนินการด้วยตนเองหรือร่วมมือกับผู้อื่นก็ได้ รวมทั้งประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง (สุนันทา สุวรรณศิลป์ . 2543 : 49)
การจัดการศึกษาภาคปฏิบัตินับเป็นสิ่งสำคัญ จากการศึกษาของเดวิส และบาร์แฮม (Davis and Barham , 1989 : 18) เรื่องผลของโครงการพยาบาลพี่เลี้ยงที่คณะพยาบาลศาสตร์วิทยาเขตนอร์โฟรค ผลของการศึกษาพบว่า นักศึกษาพยาบาลที่ฝึกภาคปฏิบัติกับพยาบาลพี่เลี้ยงตัวต่อตัวจะมีความรับผิดชอบต่อบทบาทพยาบาลวิชาชีพสูงขึ้น และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดี พยาบาลพี่เลี้ยงและนักศึกษามีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ตลอดระยะเวลาของการฝึกภาคปฏิบัติ การปรับบทบาทของพยาบาลวิชาชีพที่เป็นครูในคลินิกมาเป็นพยาบาลพี่เลี้ยง เป็นผลดีทำให้นักศึกษามีความรับผิดชอบต่อบทบาทของพยาบาลวิชาชีพสูงขึ้นและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น และพยาบาลพี่เลี้ยงมีการพัฒนาตนเองเกิดขึ้น มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันมากขึ้นในระยะเวลานาน
จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และข้อเสนอของการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพบัณฑิตและประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดให้มีพยาบาลพี่เลี้ยงดูแลนักศึกษาดังกล่าว คณะผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้แฟ้มสะสมงานและการเรียนแบบการนำตนเอง โดยศึกษาผลการสอนที่ใช้แฟ้มสะสมงานต่อทักษะการเรียนแบบการนำตนเองของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ในการเรียนการสอนภาคปฏิบัติภายใต้การนิเทศของพยาบาลพี่เลี้ยง ทั้งนี้เพื่อนำผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยมาใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเพื่อการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตทางพยาบาลต่อไป

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเรียนแบบการนำตนเองของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ที่ใช้วิธีการเรียนการสอนโดยใช้แฟ้มสะสมงานและนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ที่ใช้วิธีการเรียนการสอนแบบปกติในการศึกษาภาคปฏิบัติรายวิชาฝึกเสริมประสบการณ์ การปฏิบัติการพยาบาลก่อนสำเร็จการศึกษา
2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเรียนแบบการนำตนเองของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ที่ใช้วิธีการเรียน การสอนโดยใช้แฟ้มสะสมงานในการศึกษาก่อนหลังการศึกษาภาคปฏิบัติรายวิชาฝึกเสริมประสบการณ์ การปฏิบัติการพยาบาลก่อนสำเร็จการศึกษา

วิธีดำเนินการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาโดยวิธีวิจัยเชิงทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ที่แท้จริง (True Control Group) และการวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (Pretest-Posttest Design) การดำเนินการวิจัยมีดังต่อไปนี้

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี ปีการศึกษา 2543 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาฝึกเสริมประสบการณ์ การปฏิบัติการพยาบาลก่อนสำเร็จการศึกษา และผ่านการเรียนรายวิชาครบตามหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตแล้ว รวมทั้งหมด 167 คน
กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 4 จำนวน 84 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายคิด เป็นร้อยละ 50 ของประชากร คัดเลือกเพื่อเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ด้วยวิธีการจับคู่ (Matching Procedure) โดยพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยสะสมของการเรียนตลอดหลักสูตร แล้วสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับ ฉลากรายคู่ได้กลุ่มทดลอง 21 คู่ กลุ่มควบคุม 21 คู่ นำคะแนนเฉลี่ยสะสม (GPA) กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เปรียบเทียบเพื่อดูความแตกต่างของค่าเฉลี่ย คะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร ด้วยวิธีทดสอบ t-test พบว่าไม่มีความแตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญ .05

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย   เครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย

1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง มี 3 ชุด
   ชุดที่ 1 คู่มือการสร้างแฟ้มสะสมงาน
   ชุดที่ 2 แผนการสอน
   ชุดที่ 3 เกณฑ์การประเมินแฟ้มสะสมงาน
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
   ได้แก่ แบบวัดทักษะ การเรียนแบบการนำตนเอง

ชุดที่ 1 คู่มือการสร้างแฟ้มสะสมงาน

ผู้วิจัยได้ศึกษาโครงสร้างรายวิชาการฝึกเสริมประสบการณ์ปฏิบัติการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ และการจัดการเรียนการสอนในคลินิกโดยใช้แฟ้มสะสมงาน เพื่อกำหนดบทบาทหน้าที่นักศึกษาในการจัดการเรียนการสอน จากนั้นกำหนดกรอบในการสร้างแฟ้มสะสมงาน ซึ่งประกอบด้วย
1. หลักการพื้นฐานในการสร้างแฟ้มสะสมงาน
2. วัตถุประสงค์ในการสร้างแฟ้มสะสมงาน
3. หลักฐานหรือชิ้นงานที่นักศึกษาต้องสะสม
3.1 ชิ้นงานที่กำหนดโดยผู้สอน
3.2 ชิ้นงานที่ผู้เรียนสร้างสรรค์
3.3 บันทึกที่แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นที่ได้จากการปฏิบัติงาน
3.4 การประเมินตนเองในชิ้นงานแต่ละชิ้นตามเกณฑ์ที่ร่วมกันกำหนดขึ้น
4. ออกแบบโครงสร้างและกระบวนการสร้างแฟ้มสะสมงาน

ชุดที่ 2 แผนการสอน

ศึกษาโครงสร้าง และวัตถุประสงค์รายวิชาการฝึกเสริมประสบการณ์ การปฏิบัติการพยาบาล เป็นแนวทางในการกำหนดเนื้อหาในแผนการสอน โดยจะบรรจุด้วยเนื้อหา 3 ส่วน คือ
- เนื้อหาที่เกี่ยวกับกรณีการพยาบาลที่ซับซ้อน
- เนื้อหาที่เกี่ยวกับลักษณะปัญหาทางการบริหารการพยาบาล รวมถึงแนวทางในการ บริหารจัดการปัญหาทางการบริหารการพยาบาล
- เนื้อหาที่เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบในฐานะบทบาทพยาบาลวิชาชีพ จากนั้นศึกษาตำรา เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและ สร้างแผนการสอน โดยให้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์รายวิชาการฝึกเสริมประสบการณ์การปฏิบัติการพยาบาลก่อนสำเร็จการศึกษา

ชุดที่ 3 เกณฑ์การประเมินแฟ้มสะสมงาน

ศึกษาโครงสร้าง และวัตถุประสงค์รายวิชาการฝึกเสริมประสบการณ์ และการวัดประเมินผล และ กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนแฟ้มสะสมงานเป็นภาพรวมแบ่งระดับเป็น 1-4 ตามแนวความคิดของกูดริช (Goodrich, 1997 : 11) ซึ่งได้เสนอให้ใช้คะแนนรูบริค (Scoring Rubric) เป็นวิธีในการประเมินผลความสามารถของผู้เรียน
ผู้วิจัยได้นำเครื่องมือในการทดลองทั้ง 3 ชุดที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ โดยการจัดประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Connoisseurship model) จำนวน 6 ท่าน และนำมาปรับแก้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ

แบบวัดทักษะการเรียนแบบการนำตนเอง

ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาเครื่องมือวัดทักษะการเรียนแบบการนำตนเอง (Self-directed learning readiness) ซึ่ง กูกลิเอลมิโน (Guglielmino, 1977 อ้างในสุนันทา สุวรรณศิลป์ : 29 - 30 ) ได้สร้างเป็นแบบวัดมาตรฐานไว้โดย แบ่งออกเป็น 8 ลักษณะ คือ การเปิดรับโอกาสการเรียนรู้ , อัตมโนทัศน์ในด้านการเป็นผู้เรียนที่มีประสิทธิภาพ , การมีความคิดริเริ่มและมีอิสระในการเรียนรู้ , การยอมรับความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเอง, ความรักการเรียน ,ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ , การมองอนาคตในแง่ดี , ความสามารถในการใช้ทักษะทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และทักษะการแก้ปัญหา โดยผู้วิจัยได้ทำการดัดแปลงแบบวัดเพื่อให้เหมาะสมกับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ รวมแบบวัดทั้งสิ้น 58 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัด เท่ากับ .88

การดำเนินการการวิจัย

1. การดำเนินการกับกลุ่มทดลอง
1. คณะผู้วิจัยให้นักศึกษาพยาบาลศาสตร์กลุ่มทดลองทำแบบวัดทักษะการเรียนแบบการนำตนเองก่อนการทดลอง
2. คณะผู้วิจัยจัดให้นักศึกษากลุ่มทดลอง ฝึกเสริมประสบการณ์การปฏิบัติการพยาบาล โดยใช้แฟ้มสะสมงานโดยการนิเทศของพยาบาลพี่เลี้ยง (Preceptor) ซึ่งคอยให้คำแนะนำในการสร้างสรรค์ในงานของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์กลุ่มทดลองในแฟ้มสะสมงาน โดยใช้เกณฑ์คะแนนรูบริคในการประเมินแฟ้มสะสมงาน
3. เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนวิชาการฝึกเสริมประสบการณ์ปฏิบัติการพยาบาลโดยใช้ แฟ้มสะสมงานแล้ว คณะผู้วิจัยให้นักศึกษาพยาบาลศาสตร์กลุ่มทดลอง ทำแบบวัดทักษะการเรียนแบบการนำตนเองหลังการทดลอง

2 การดำเนินการกับกลุ่มควบคุม
1. ผู้วิจัยได้ดำเนินการให้นักศึกษาพยาบาลศาสตร์กลุ่มควบคุม ทำแบบวัดทักษะการเรียนแบบการนำตนเองก่อนการทดลอง
2. จัดให้นักศึกษากลุ่มควบคุมได้ดำเนินการฝึกเสริมประสบการณ์ โดยใช้วิธีการเรียนการสอนปกติ ภายใต้การนิเทศของพยาบาลพี่เลี้ยง
3. เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนวิชาการฝึกเสริมประสบการณ์ปฏิบัติการพยาบาล ใช้ระบบการเรียนการสอนแบบปกติแล้ว ผู้วิจัยให้นักศึกษาพยาบาลศาสตร์กลุ่มควบคุมทำแบบวัดทักษะการเรียนแบบการนำตนเองหลังการทดลอง

การวิเคราะห์ข้อมูล

คณะผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์และสรุปผลข้อมูล ดังนี้
1. เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของแบบวัดทักษะการเรียนแบบการนำตนเอง ระหว่างนักศึกษาพยาบาลศาสตร์กลุ่มทดลอง และนักศึกษาพยาบาลศาสตร์กลุ่มควบคุมก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง ด้วยสถิติทดสอบ T-test
2. การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของคะแนนจากแบบวัดทักษะการเรียนแบบการนำตนเองของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์กลุ่มทดลอง ก่อนการทดลองและหลังการทดลองด้วยสถิติทดสอบ t-test

ผลการวิจัย

1. การเปรียบเทียบทักษะการเรียนแบบการนำตนเองของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ที่ใช้ระบบการเรียนการสอนโดยใช้แฟ้มสะสมงานและนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ที่ใช้ระบบการเรียนการสอนแบบปกติในการศึกษาภาคปฏิบัติ พบว่า
1.1 ก่อนการทดลอง
ผู้วิจัยดำเนินการให้นักศึกษาพยาบาลศาสตร์กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมทำแบบวัดทักษะ การเรียนแบบการนำตนเอง แล้วเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยสถิติทดสอบที่ (t-test) นักศึกษาพยาบาลศาสตร์กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยการทำแบบวัดลักษณะการเรียนแบบการนำตนเองโดยภาพรวม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยรายด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติคือ ด้านเปิดโอกาสต่อการเรียนรู้ ด้านอัตมโนทัศน์ในด้านการเป็นผู้เรียนที่มีประสิทธิภาพ ด้านการมีความคิดริเริ่มและมีอิสระในการเรียนรู้ ด้านการยอมรับความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเอง ด้านความรักการเรียน ด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ด้านการมองอนาคตในแง่ดี ด้านความสามารถในการใช้ทักษะทางการศึกษาขั้นพื้นฐานและทักษะการแก้ปัญหา
1.2 หลังการทดลอง
ผู้วิจัยดำเนินการให้นักศึกษาพยาบาลศาสตร์กลุ่มทดลอง ซึ่งได้รับการสอนโดยใช้แฟ้มสะสม งาน และกลุ่มควบคุมซึ่งได้รับการสอนแบบปกติ ทำแบบวัดทักษะการเรียนแบบการนำตนเอง แล้วเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยสถิติทดสอบที (t-test) พบว่า นักศึกษาพยาบาลศาสตร์กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีทักษะการเรียนแบบการนำตนเองโดยภาพรวม และรายด้าน ได้แก่ ด้านการเปิดโอกาสต่อการเรียนรู้ , ด้านอัตมโนทัศน์ในด้านการเป็นผู้เรียนที่มีประสิทธิภาพ, ด้านการมีความคิดริเริ่มและมีอิสระในการเรียนรู้, ด้านการยอมรับความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเอง, ด้านความรักการเรียน, ด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์, ด้านการมองอนาคตในแง่ดี, ด้านความสามารถในการใช้ทักษะทางการศึกษาขั้นพื้นฐานและทักษะการแก้ปัญหา
แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยนักศึกษาพยาบาลศาสตร์กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุม
2. การเปรียบเทียบทักษะการเรียนแบบการนำตนเองของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ในการศึกษาภาคปฏิบัติ รายวิชาฝึกเสริมประสบการณ์การปฏิบัติการพยาบาลก่อนสำเร็จการศึกษา ก่อนและหลังได้รับการสอนโดยใช้แฟ้มสะสมงานพบว่า นักศึกษามีทักษะการเรียนแบบการนำตนเองในภาพรวมและรายด้าน ได้แก่ ด้านการเปิดโอกาสต่อการเรียนรู้ , ด้านอัตมโนทัศน์ในด้านการเป็นผู้เรียนที่มีประสิทธิภาพ, ด้านการมีความคิดริเริ่มและมีอิสระในการเรียนรู้, ด้านการยอมรับความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเอง, ด้านความรักการเรียน, ด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์, ด้านการมองอนาคตในแง่ดี, ด้านความสามารถในการใช้ทักษะทางการศึกษาขั้นพื้นฐานและทักษะการแก้ปัญหา
แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยหลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยทักษะการเรียนแบบการนำตนเองในภาพรวมและรายด้านสูงกว่าก่อนการทดลอง

อภิปรายผลการวิจัย

1. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการเรียนแบบการนำตนเองของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์กลุ่มทดลองที่ใช้ระบบการเรียนการสอนโดยใช้แฟ้มสะสมงาน และนักศึกษาพยาบาลศาสตร์กลุ่มควบคุมที่ใช้ระบบการเรียนการสอนแบบปกติในการศึกษาภาคปฏิบัติ พบว่า ภายหลังการทดลองคะแนนเฉลี่ยของทักษะการเรียนแบบนำตนเองในภาพรวมของกลุ่มทดลองซึ่งใช้ระบบการเรียนการสอนโดยใช้แฟ้มสะสมงานสูงกว่ากลุ่มควบคุมซึ่งใช้ระบบการเรียนการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านคือ ด้านการเปิดโอกาสต่อการเรียนรู้ ด้านอัตนโนทัศน์ในด้านการเป็นผู้เรียนว่ามีประสิทธิภาพ ด้านการมีความคิดริเริ่มและมีอิสระในการเรียนรู้ ด้านการยอมรับความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเอง ด้านความรักการเรียน ด้านความริเริ่มสร้างสรรค์ ด้านการมองอนาคตในแง่ดี และด้านความสามารถในการใช้ทักษะทางการศึกษาขั้นพื้นฐานและทักษะการแก้ปัญหา พบว่า ภายหลังการทดลองคะแนนเฉลี่ยของทักษะการเรียนแบบการนำตนเองทุกด้านของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุมทุกด้าน ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 1 และสอดคล้องกับแนวความคิดของโนลส์ (Knowles, 1975) ที่กล่าวว่า วิชาการเรียนที่ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยการริเริ่มโดยตนเองจะเรียนอย่างตั้งใจ มีจุดมุ่งหมายและมีแรงจูงใจสูงสามารถใช้ประโยชน์จากการเรียนรู้ได้ดีกว่าและยาวนานกว่าผู้เรียนที่รอรับคำสอนแต่อย่างเดียว มีผลทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนแบบการนำตนเองเกิดขึ้นและมีผลให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จัดการกับปัญหาได้ดีขึ้นทำให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียน และสอดคล้องกับแนวความคิดของ กูกลิเอลมิโน (Guglielmino, 1977) ที่กล่าวว่า ลักษณะการเรียนแบบการนำตนเองเป็นสิ่งที่พัฒนาให้เกิดขึ้นได้ในตัวผู้เรียน โดยต้องอาศัยเงื่อนไขของการจัดสภาพการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องกำหนดแผนโครงการเรียนรู้ด้วยตนเอง และมีการจัดสภาพการเรียนที่ส่งเสริมลักษณะของผู้เรียนประกอบด้วยเจตคติ ค่านิยมและความสามารถของผู้เรียน จะทำให้ผู้เรียนมีลักษณะการเรียนแบบการนำตนเองได้สูงสุดและสอดคล้องกับการศึกษาของบรอคเกตต์และฮัมสตรา (Brockett and Hiemstra, 1991) ที่สรุปได้ว่า การเรียนแบบการนำตนเองเกิดขึ้นได้จากความรับผิดชอบส่วนบุคคลในการเรียนรู้ที่บุคคลมีความเป็นเจ้าของความคิดและการกระทำของตนเอง ยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำที่มาจากการคิดตัดสินใจของตนเอง เป็นสภาพการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องและได้ผลสูงสุดเมื่อระดับการชี้นำตนเองสมดุลย์กับโอกาสการเรียนรู้ รวมทั้งสอดคล้องกับการศึกษาของเฮอร์เซย์และบลานซาร์ด (Hersey and Blanchard, 1996) ที่สรุปได้ว่า ลักษณะการเรียนแบบการนำตนเองเกิดขึ้นกับผู้เรียนได้ กล่าวคือ เมื่อผู้เรียนต้องปฏิบัติกระบวนการเรียนด้วยตนเอง ผู้เรียนสามารถแสดงความคิดเห็นเรื่องการเรียนได้รวมทั้งการทำงานทุกอย่างในการเรียนด้วยตนเอง ผู้เรียนจะมีแรงจูงใจสูงและมีความสนใจในความสามารถที่จะทำงานด้วยตนเองได้ดี ซึ่งเป็นคุณลักษณะของการมีความคิดริเริ่มและมีอิสระในการเรียนรู้ การเรียนโดยผู้เรียนมีความมั่นใจในสิ่งที่จะเรียนโดยปราศจากความกลัวในสิ่งที่จะเรียน มีความกล้าเสี่ยงกล้าลอง มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหา ซึ่งเป็นคุณลักษณะของการเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ และพร้อมปรับปรุงแก้ไขการกระทำของตนเอง รวมทั้งมองเห็นปัญหาเป็นสิ่งท้าทาย ซึ่งเป็นคุณลักษณะขอกงารมองอนาคตในแง่ดี มีความสามารถในการใช้ทักษะพื้นฐานทางการศึกษาและทักษะการแก้ปัญหา
2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการเรียนแบบการนำตนเองของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์กลุ่มทดลองที่ใช้ระบบการเรียนการสอนโดยใช้แฟ้มสะสมงาน พบว่า คะแนนเฉลี่ยของทักษะการเรียนแบบการนำตนเองโดยภาพรวมก่อนการทดลองและหลังการทดลองแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยหลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการทดลอง และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านคือ ด้านการเปิดโอกาสต่อการเรียนรู้ ด้านอัตมโนทัศน์ในด้านการเป็นผู้เรียนที่มีประสิทธิ์ภาพ ด้านการมีความคิดริเริ่มและมีอิสระในการเรียนรู้ ด้านการยอมรับความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเอง ด้านความรักการเรียน ด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ด้านการมองอนาคตในแง่ดี และด้านความสามารถในการใช้ทักษะทางการศึกษาขั้นพื้นฐานและทักษะการแก้ปัญหา พบว่า คะแนนเฉลี่ยทักษะการเรียนแบบการนำตนเองของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์กลุ่มทดลองทุกด้านก่อนการทดลองและหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยหลังการทดลองคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการทดลอง ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานในข้อที่ 2 และสอดคล้องกับแนวความคิดของ ฮูล (Houle, 1964) โรเจอร์ (Rogers, 1969) สเคเจอร์ (Skager, 1978) บรอคเกตต์และฮีมสตรา (Brockett and Hiemstra, 1991) เฮอร์เชย์และบลานชาร์ด (Hersey and Blanchard, 1996) คอนเฟซเซอร์ (Confessore, 1994) ที่กล่าวว่า ผู้เรียนที่มีลักษณะการเรียนแบบการนำตนเอง จะมีความสนใจในการเรียนเป็นเจ้าของความคิดและการกระทำของตนเอง มีเจตคติในเชิงบวกต่อตนเอง มีความคิดริเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองไม่ขึ้นอยู่กับผู้ใด ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ ผู้เรียนจะมีแรงจูงใจสูง และมีความสนใจในความสามารถที่จะทำงานด้วยตนเองได้ดี ซึ่งเป็นคุณลักษณะของการมีความคิดริเริ่มและมีอิสระในการเรียนรู้ การเรียนโดยผู้เรียนมีความสนใจในสิ่งที่จะเรียนโดยปราศจากความกลัวในสิ่งที่จะเรียน มีความกล้าเสี่ยงกล้าลอง มีความสามารถคิดแก้ปัญหาเป็น ซึ่งเป็นคุณลักษณะของการเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ การเรียนที่ผู้เรียนมีความสุขุมรอบคอบ มีการคำนึงถึงความสามารถที่เป็นไปได้ของตนเอง และพร้อมปรับปรุงแก้ไขการกระทำของตนเอง รวมทั้งมองเห็นปัญหาเป็นสิ่งท้าทาย เป็นคุณลักษณะของการมองอนาคตในแง่ดี และมีความสามารถในการใช้ทักษะพื้นฐานทางการศึกษาและทักษะการแก้ปัญหา
ทักษะการเรียนแบบการนำตนเองเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ในตัวผู้เรียน การที่นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ใช้ระบบการเรียนการสอนโดยใช้แฟ้มสะสมงาน ซึ่งผู้เรียนต้องดำเนินกิจกรรมการเรียนด้วยตนเอง ตั้งแต่การตั้งจุดมุ่งหมายการเรียนด้วยตนเอง โดยผู้เรียนต้องมีความรับผิดชอบส่วนบุคคลในการเรียน และยอมรับผิดชอบในสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำที่มาจากความคิดตัดสินใจของตนเอง ในการศึกษาภาคปฏิบัติและเก็บรวบรวมจัดทำเป็นแฟ้มสะสมงานของตนเอง เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จัดการกับปัญหาต่าง ๆ ในการเรียนได้ ระบบการเรียนการสอนโดยใช้แฟ้มสะสมงาน สามารถส่งผลให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนแบบการนำตนเองเกิดขึ้นได้ การเรียนการสอนโดยใช้แฟ้มสะสมงานจึงมีความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ในหมวดที่ ๑ มาตรา ๗ ที่กล่าวว่า กระบวนการเรียนรู้ ควรมุ่งปลูกฝังการรู้จักพึ่งตนเองมีความริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง ในหมวด ๓ มาตรา ๑๕ ที่กล่าวว่า ระบบการศึกษา เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อม และโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อหรือแหล่งความรู้อื่น ๆ ในหมวด ๔ มาตรา ๒๒ ที่กล่าวว่า แนวการจัดการศึกษา ต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ความสามารถตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ และในหมวด ๔ มาตรา ๒๔ ที่กล่าวว่า ส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ ที่สำคัญผู้เรียนที่มีทักษะการเรียนแบบการนำตนเองจะมีคุณลักษณะของผู้ที่มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long learning) เกิดขึ้นได้

ข้อเสนอแนะ

1. ข้อเสนอแนะด้านการปฏิบัติ
1.1 ควรมีการสร้างความรู้ความเข้าใจและแนวทางการปฏิบัติแก่ครูผู้สอนในการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้อย่างแท้จริง โดยนำหลักวิธีการเรียนแบบการนำตนเอง ซึ่งสามารถพัฒนาให้เกิดทักษะในตัวผู้เรียนได้ ไปประยุกต์ใช้ในการปรับกระบวนการเรียนการสอนในวิชาที่ตนรับผิดชอบ ซึ่งบทบาทของผู้สอนจะเปลี่ยนไปจากเดิมที่เป็นผู้ชี้นำ คอยควบคุมเข้มงวดต่อผู้เรียน มาเป็นผู้ให้คำปรึกษา คำแนะนำ ผู้อำนวยความสะดวก และเตรียมทรัพยากรที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
1.2 ในทุกหลักสูตรการเรียนการสอนในวิชาชีพการพยาบาล ควรมีการพัฒนาให้ผู้เรียนได้รับการเตรียมความพร้อมต่อรูปแบบการเรียนที่มีผู้เรียนเป็นสำคัญหรือผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ ซึ่งแตกต่างไปจากการสอนแบบปกติ ซึ่งผู้เรียนต้องเป็นผู้ริเริ่มการเรียน ตั้งวัตถุประสงค์ของการเรียน แสวงหาแหล่งความรู้ได้ด้วยตนเอง เลือกวิธีการเรียนที่ตนเองถนัดหรือมีความสนใจ โดยผู้เรียนต้องรับรู้ว่าผู้สอนเป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษา คำแนะนำ และผู้อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เรียน
1.3 ผู้บริหารสถาบันการศึกษาพยาบาลควรให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนจากผู้สอนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ (Teacher-centered learning) มาเป็นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ (Student-centered learning) โดยทำการพัฒนาผู้สอนให้มีความรู้ความเข้าใจ และพัฒนาทักษะของผู้สอนที่ต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนมาเป็นให้คำปรึกษา คำแนะนำ และผู้อำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียน รวมทั้งให้การสนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆ ที่ผู้สอนในแต่ละวิชาขอการสนับสนุนมา เพื่อให้กระบวนการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบรรลุวัตถุประสงค์
1.4 ในสถาบันที่มีการฝึกอบรมควรมีการพัฒนาวิธีการจัดอบรมโดยใช้แฟ้มสะสมงานกับผู้เข้ารับการอบรมเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง เพื่อเชื่อมโยงกับคุณลักษณะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้เข้ารับการอบรม

ข้อเสนอแนะด้านการทำวิจัยครั้งต่อไป

1.1 ควรศึกษาลำดับขั้นของการเกิดทักษะการเรียนแบบการนำตนเองที่เกิดแก่ผู้เรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในรายวิชาอื่น ๆ ด้วยวิธีการสอนแบบการใช้แฟ้มสะสมงานหรือระเบียบวิธีการสอนแบบอื่น ๆ
1.2 ควรศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญกับการเรียนแบบการนำตนเอง ในรายวิชาอื่นหรือในหลักสูตรอื่น ๆ นอกเหนือจากหลักสูตรพยาบาลศาสตร์
1.3 ควรศึกษาการนำวิธีการเรียนแบบการนำตนเองไปใช้ในการสอนรายวิชาการพยาบาลอื่น ๆ เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนแบบการนำตนเองให้แก่นักศึกษาพยาบาล อันนำไปสู่ปฏิบัติการพยาบาล และเป็นพยาบาลที่มีคุณลักษณะของผู้ที่มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long learning)
1.4 ควรศึกษาเปรียบเทียบทักษะการนำตนเองของนักศึกษาก่อนและหลังเข้าศึกษาวิชาชีพการพยาบาล และหรือศึกษาทักษะการเรียนแบบการนำตนเองของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 1 ก่อนเริ่มศึกษา และติดตามการพัฒนาทักษะการเรียนแบบการนำตนเองอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปี
1.5 ควรศึกษาเปรียบเทียบสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษาของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์กับทักษะการเรียนแบบนำตนเอง

บรรณานุกรม

กรมวิชาการ . ( 2539). กระบวนการพัฒนาพอร์ตโฟลิโอ. ม.ป.พ. (อัดสำเนา).
กรมวิชาการ . (2539). การพัฒนาระบบและวิธีการวัดประเมินผลในชั้นเรียน. ม.ป.พ. (อัดสำเนา).
กุลยา    ตันติผลาชีวะ. (2522). ทีมการพยาบาล. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เจริญกิจ.
คณะพยาบาลศาสตร์ .(2536). สรุปผลการสัมมนาพยาบาลศาสตร์ศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 2.
กรุงเทพฯ : คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
คณาพร    คมสัน. (2540). การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ด้วยตนเองในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ
เข้าใจสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย. ปริญญานิพนธ์ คศ.ด. (หลักสูตรและ การสอน). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จินตนา    ยูนิพันธุ์. (2527). การเรียนการสอนทางพยาบาลศาสตร์. กรุงเทพฯ : ภาควิชาการ
พยาบาลศึกษาคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จิราภรณ์   ศิริทวี. (2540, มกราคม - เมษายน). "การประเมินจากแฟ้มสะสมงาน" , วารสารศึกษา
ศาสตร์ปริทัศน์ : 18 - 31.
ชัยฤทธิ์    ศิลาเดช. (2540). การพัฒนาแฟ้มสะสมงานในการประเมินผลการเรียนวิชาภาษอังกฤษ
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม. ปริญญานิพนธ์ กศ.ด. (การทดสอบและวัดผลการศึกษา).
กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
ชาคริต    ชมชื่น . (2540, มกราคม ). " การประเมินสภาพจริงในชั้นเรียน (Authentic Assessment)",
วารสารครูเชียงใหม่. 3(6) : 17 - 26.
ทองจันทร์    หงศ์ลดารมภ์. (2531,พฤศจิกายน-ธันวาคม). "การเรียนรู้โดยพึ่งตนเอง (Self-Directed
Learning)", สารพัฒนาคณาจารย์. 11(5) .
ทัศนีย์    นนทะสร. (2538) . "Preceptor : การจัดการเรียนการสอนทางภาคคลินิก".
วารสารการ ศึกษาพยาบาล. 6(1) : 65-71.
ธนพร   แย้มสุดา . (2542) . การพัฒนาระบบการเรียนการสอนทางพยาบาลศาสตร์ที่เน้นการเรียนรู้ทางปัญญา
สังคมโดยใช้พอร์ทโฟลิโอ. ปริญญานิพนธ์ คศ.ด. (การอุดมศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิต วิทยาลัย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
บุญเชิด    ภิญโญอนันตพงษ์. (2539). "การพัฒนาพอร์ทโฟลิโอด้วยวิธี CRADLE",
วารสารศึกษา ศาสตร์ประสานมิตร. 2 (2) : 45-51.
พวงเพ็ญ   ชุณหปราณ. (2533). การพัฒนารูปแบบการสอนในคลินิกเพื่อพัฒนาความสามารถใน
การแก้ปัญหาของนักศึกษาพยาบาล. ปริญญานิพนธ์ คศ.ด. (หลักสูตรและการสอน).
กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศาสตร์"วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (4) : 19-24.
ไพฑูรย์   สินลารัตน์. (2522). หลักและวิธีการสอนในระดับอุดมศึกษา. กรุงเทพฯ :
ภาควิชาอุดม ศึกษา คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ภาวิณี   ศรีสุขวัฒนานันท์. (2539). รายงานการวิจัยปฏิบัติการเรื่อง การประเมินแฟ้มงาน : กรณ
ี ศึกษาในชั้นเรียนบัณฑิตศึกษา. กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ภิญญา    หนูภักดี. (2533).
"ระบบพยาบาลพี่เลี้ยง (Preceptorship)". วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรม
ราชชนนีกรุงเทพ. 12 (2) : 17-20.
ยุพาพิน    ศิรโพธิ์งาม. (2538). "ระบบพยาบาลพี่เลี้ยง :สะพานเชื่อมจากนักศึกษาสู่พยาบาล
วิชาชีพ". รามาธิบดีสาร. 1(2) : 85-91.
ละเอียด    แจ่มจันทร์ และกนิพันธุ์ ปานณรงค์. (2540, มกราคม-มิถุนายน) . "การพัฒนารูปแบบ
การนิเทศการศึกษาภาคปฏิบัติด้วยระบบพยาบาลพี่เลี้ยง" . วารสารวิทยาลัยพยาบาล
ราชบุรี. 9 (1) : 6 - 10.
วิชญาพร    สุวรรณแทน . (2541) . ผลการใช้ชุดการเรียนด้วยตนเอง เรื่อง การเตรียมความพร้อมใน
บทบาทพยาบาลพี่เลี้ยงต่อความรู้ และความพร้อมในบทบาทพยาบาลพี่เลี้ยงของพยาบาล
ประจำการห้องคลอด. ปริญญานิพนธ์ พย.ม. (การพยาบาลศึกษา) . กรุงเทพฯ : บัณฑิต วิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศรีไพร    ไชยยา . (2541) ผลการสอนในคลินิกโดยใช้แฟ้มสะสมงานต่อความสามารถในการคิดวิจารณญาณ
และความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาพยาบาล. ปริญญานิพนธ์ พย.บ.
(การพยาบาลศึกษา) . กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ส.  วาสนา   ประวาฬพฤกษ์. (2539). แนวคิดการประเมินจากสภาพจริง. เอกสารประกอบการฝึก
อบรมเชิงปฏิบัติการจังหวัดกระบี่ สำนักงานโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์. ม : ป.พ.
ส.  วาสนา    ประวาฬพฤกษ์. (2539,กรกฎาคม-กันยายน) . "การประเมินผลการเรียนให้สอด
คล้องกับสภาพจริง : การใช้แฟ้มสะสมงาน". สารพัฒนาหลักสูตร. (3) :
สถาบันพัฒนากำลังคนด้านสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข . (2537) .
ประมวลรายวิชา หลักสูตรประกาศนียบัตรพยาบาลศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง) พ.ศ. 2537 เล่ม 2 . ม.ป.พ.
สมคิด    อิสระวัฒน์. (2532) . "การเรียนรู้ด้วยตนเอง" วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
สุนันทา    สุวรรณศิลป์. (2543). การพัฒนาโมดูล วิชาอนามัยสิ่งแวดล้อมศึกษาด้วยวิธีการเรียน
แบบนำตนเองหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ ระดับปริญญาตรี ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข.
ปริญญานิพนธ์ คศ.ด. (การอุดมศึกษา) . กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.
สุลักษณ์    มีชูทรัพย์. (2539). การบริหารการพยาบาล. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : จิรรัชการพิมพ์.
สุวิทย์    มูลคำ. (2540). แฟ้มสะสมงาน . พิมพ์ครั้งที่ 4 . กรุงเทพฯ : ที พี พริ้นท์ .
โสภิดา   ทัดพินิจ. (2531). การวิเคราะห์การมอบหมายงานในทีมการพยาบาล : การศึกษาเฉพาะ
กรณีโรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ปริญญานิพนธ์ พย.ม.
(การพยาบาล ศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อาภรณ์    บางเจริญพรพงค์. (2541,มีนาคม-มิถุนายน). "แฟ้มสะสมผลงานนักเรียน". วารสาร
ครุศาสตร์ . 26 (3) : 54 - 64.
อุดมรัตน์    สงวนศิริธรรม. (2534). กระบวนการพยาบาล. พิมพ์ครั้งที่ 2. เชียงใหม่ :
คณะ พยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
อุทมพร   จามรมาน. (2540). แฟ้มสะสมงาน (Portfolio) ของนักเรียน ครู ศึกษานิเทศก์ และผู้
บริหารโรงเรียนเพื่อการพัฒนาของนักเรียน เล่มที่ 17. กรุงเทพฯ : ฟันนี่พับบลิชชิ่ง.
Alspach, J. G. (1995). The Education Process in Nursing Staff Development. St. Louis : Mosby.
Arter , J & Spandel , V. (1992). "Using Portfolios of student work in instruction and assessment"
Educational Measurement : Issue and Practice. 11(1) : 36 - 44.
Arter, J. A., & Spandel, V. (1992). "Using Portfolios of Student Work in Instruction and
Assessment." Educational Measurement Issue and Practice 11(9) : 36 - 44.
Bain, L. (1996,July). Preceptorship : a review of the literature. Joumal of Advanced nursing 24
(7) : 104 - 107.
Balcain, A., et al. (1997,July-August). "Action Research Applied to a Preceptorship Program".
Joumal of Nursing Staff Development 13(4) : 193-197.
Barrett, C. & Myrick, F. (1998,February). "Job Satisfaction in preceptorship and its effect on the
clinical perfomance of the preceptee". Joumal of Advanced Nursing 27 (2) : 364-371.
Barton, J. & Collins, A. (1997). Portfolio assessment : A handbook for educators. California :
Innovative Learning .
Birenbaum, M. et al. (1996). Alternativs in assessment of achievements. Learning processes and
prior Knowledge. Boston : Kluwer Academic.
Borich, G. D. (1992). Effective Teaching Methods. New York : Macmilland Publishing
Company.
Brockett & Hiemstra. (1991). Self-direct in Adult Learning Perspective, Research, and Practice.
London : Routlede.
Brookfield, S. D. (1984). "Self-directed adult learning : A critical paradigm". Adult Education
Quartory 36(2) : 59-71.
Buber, Martin. (1965). Eelements of the Interhuman in the Knowledge of man. New York :
Harper and Row.
D' Aoust, C. (1992). "Portfolio : Process for Students and Teachers". in Portfolio in the writing
cassroom. Edited by Blake-Yancy , K.pp.39-48. Urbana # : National Council of
Teachers of English.
Carey, M. L. (1994). Measuring and Evaluating School Learning. 2nd. ed. Boston : Allyn and Bacon.
Chickerella, B. G. , & Lutz, W. J. (1981). "Professional Nurturance : Preceptorship for
Undergraduate Nursing Students". American Journal of Nursing. 81(1) : 107 - 109.
Coates, E.V. & Gormley, E. (1997,April). "learning the practice of nursing : views about
preceptorship. Nures Education Today. 17(4) : 91-98.
Combs, A. W., et al. (1971). Helping Relationships : Basic Concepts for the Helping Professions.
Baston : Allyn and Bacon.
Cornwall, M.(1982). "Putting it into practice : Promoting indepindent learning in a traditional institution".
in. Developing Student Autonomy in Learning. Edited by david,B. New
York : Nichols Publishing company.
Craven, L.H. and Groyles, G.J. (1996, November-Decenber). "Professional Development
Through Preceptorship". Joumal of nursing staff development. 22 (6) : 294- 299.
Davis, L.L. , & Barham P. D. (1989). "Get The Most From Your Preceptorship Program". Nursing Outlook.
37(4) : 167 - 171.
Dejoy, J. K. & Herrmann, R. (1993). "Counseling adults for academic and technological self-
directed Learning : emotional dimensions". in. Emerging Prespectives of Self-Directed
Learning. Oklahoma : Oklahoma Research Center for Continuing professional and
Higher Education of the University of Oklahoma.
Dixon, Wills Berrington. (1995). "An Explotatory study of self-directed learning readiness and
pedagogical Expectations about learning among adult inmate learners in Michigan.
Doctonal Dissertation, Michigan state University". in. Dissertation Absotracts
International.55(70) : 1799.
Faure, Edgar.,& et al . (1972). Learning to Be. UNESCO, Paris.
Gardner, J. W. (1963). Self-Renewal. New York : Harper & Row.
Garrison, D.R. (1993). "An analysis of the control construct in self-directed learning". in.
Emerging Perspectives of Self-Directed Learning. Oklahoma : Oklahoma Research
Center for Continuing Professional and Higher Education of the University of Oklahoma.
Goldenberg, D., Iwasiw, C. & Macmaster, E. (1997). "Self-efficacy of Senior Baccalaureate
Nursing Students and Preceptors". Nursing Education Today 17(9) :
Goodrich, H. (1996, December-1997, January). "Understanding Rubrics". Educational
Leadership 54 (4 ) : 14-17.
Griffin, Colin. (1983). Curricuium Theory in Adult Lifelong Education. London : Croom Helm.
Guglielmino, & Lucy . Medsen. (1977). Development of the Self-directed Learning Readiness
Scale. Dissertation, University of Geogia.
Guglielmino, P. J. & Robert, Donale, G. A. (1992). "Comparison of self-directed learning
readiness in U.S. and Hong Kong samples and implications for job Performance".
Human Resource Development Quantity. 3(3) : 261-271.
Hamilton, R. & Ghatals, E. (1994). Learning and Instruction. New York : McGraw-Hill.
Haynor, M. P. (1994, October). "The Coaching, Precepting and Mentoring roles of the leader
within and organinzational Setting". Holistic Nursing Practice 9 (10) : 31-40.
Herman, J. L., Gearhart, M., & Aschbacher, P.R. (1996). "Portfolios for Classroom Assessment :
Design and Implementation Issues". in. Writing Portfolios in the Classroom : Policy
and Practice, Promise and Peril. Edited by Calfee, R.C. & Perfumo, P. pp.27-56.
Mahwah, New Jersey : Lawrence Erlbaum Associates.
Hersey, Paul & Blanchard, Kenneth. (1996). In Defense of the Staged Self-Directed Learning .
Http : ii 168, 223.23/STRNGA/ggrow ISSD>\LISSDL Reply. Html.
Hiemstra, Roger and Brockett, Ralph G. (1994). "From behaviorism to Humanism :
incodroporating self - direction in learning concepts into the instructional Design
process". in. New Ideas about Self - Directed Learning. Oklahoma Research Center for
Continuing Professional And Higher Education of the University of Oklahoma.
Hitchings, K. S. (1989). "Preceptors Promote Competence and Retention : Strategies to
Achieve Success". The Journal of Continuing Education in Nursing. 20 (6) : 55-260
Houle, C. O. (1964). Continuing your Education. New York : Mcgraw-Hill Book Company.
Knapper, Christopher K., Cropley, Arthur J. (1991). Lifelong learning and higher education.
2 nd ed. London : Kogan Page.
Knowles, Malcom, S. (1975). Self-Directed Learning : A guide for Learners and Teachers.
Chicago : Association Press.
Larisey, Marien M. (1994, July - August). "Student self-assessment : A tool for learning". Adult
Learning. 5 (6) : 9-10.
Lindeman, E. C. (1962). The meaning of Adult Education. New York : New Republic.
McBride, Paula. (1995). Improve Student Self-Reliance. Paper presented at the Annual
International Conference of the National Conference, Taxas.
Mills, E. (1997). "Portfolio : A Challenge for Technology". Instructional Media. 24(1) : 23-29.
Mooney, V. A., Diver, B. , & Schnackel, A. A. (1988). "Developing a Cost-Effective Clinical
Preceptorship Program". The Journal of Nursing Administration. 18(1) :31-36.
Morrow, K.L. (1984). Preceptorship in Nursing Staff Development. Rockville, Maryland :
Aspen Systems Corporation.
Myrick, F., & Barrett, C. (1992). "Preceptor Selection Criteria in Canadian Basic Baccalaureate
School of Nursing - A Survey". The Canadian Journal of Nursing Research. 24(3) :
53-68.
Nicholes, Mark. (1962). "Community Resources of School". in the Encyclopedia of
Education. n.p
Parsons, M. (1995). Preceptor : The McMaster University School of Nursing
Experience. n.p.
Parsons, M. (1995). PRECEPTORS : THE MCMASTER UNIVERSITY SCHOOL
OF NURSING EXPERIENCE. (n.p.) : Mcmaster Unversity.
Paulson, F. L., & Paulson, P. R. (1990). How Do Portfolios Measure Up?
Paper Presented at the Meeting of The Northwest Evaluation
Association. Union, WA. August.
Popham , J. M. (1995). Classroom Assessment : What Teachers Need to Know. Boston :
Allyn and Bacon.
Price, & et ed. (1992). "An exploratory study of self-directed learning readiness
and field independence/dependence among students in architectural
design studies". in Self- Directed Learning : Application and Research. Oklahoma :
Oklahoma Research Center for Continuing Professional and Higher Education of the
University of Oklahoma.
Quinn, M. F. (1995). The Principles and Practice of Nurse Education. 3 rd ed.
London : Chapman & Hall.
Rogers, C. R. (1969). Freedom to learn. Ohio : Charles E. Merrill Publishing Company.
Skager, Rodney, Dave, R. H. (1978). Lifelong Education and Evaluation Practice.
New York : Institute for Education, Hambury and Pergamon Press.
Skager, Rodney, Dave, R.H. (1977). Curriculum Evaluation for lifelong Education.Toronto :
Pergamon Press.
Spear, G. E. & Mocker, D. W. (1984). "The organizing circumstance Environmental determinants
In self - directed learning". Adult Education Quartery 35(1) : 1-10.
Stiggins, R. J. (1994). Student-Centered Classroom Assessment. New York : Maxwell Macmillan International.
Stuart-Siddall, S. , & Haberlin, J.M. (1983). Preceptorships in Nursing Education. Rockville,
Maryland : Aspen Systems Corporation.
Taylor, J. , & Zabawski, P. (1982). "Preceptorship is Alive and Well and Working at BCIT".
The Canadian Nurse. 78(6) : 20 - 22.
Thomson, C. D. (1992). Learner-centered tasks in the foreign language Classroom. Foreign
Language Mannauls. 25 (2) :
Tough Allen, (1979). The Adult's Learning Projects. Ontario Institute for Studies in Education.
Toronto .
Treffinger, Donald J. (1995). "Self-directed learning". in. Teaching Models in Education of the
Gifted. Edited by Maker, C. June & Nielson, A.B. Texas : PRO-Ed. Inc.
Wiggins, G. (1996, December - 1997, January). "Practicing What We Preach in Designing
Authentic Assessment". Educational Leadership. 54 (4) : 18-25.
Willamson, A. J. (1978). Current perspectives in nursing education. St. Louis : the C. V. Mosby.

webmaster
84/21 ถนนคฑาธร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี 70000